บทที่ 15 6/1

ระยะเวลาตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาเพชรพรรณารายมักจะฝันร้ายเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น ห่วงนิมิตแห่งฝันนั้นฉายเรื่องราวในอดีตชาติที่เลวร้ายของเขา แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าเพราะเหตุใดผีรำพึงถึงได้อาฆาตแค้นและตามเอาชีวิตเขาถึงขนาดนี้

เพราะในห้วงความฝันฉายภาพเพียงบ้านไม้สักหลังเดิม ต่อมาดวงจิตของเขาก็ถูกกระชากมายังอีกที่สู้ก้นบึ้งอันมืดมิด จมดิ่งลงไปกับความทุกข์ระทม สิ่งเลวร้ายที่ประสบพบเจอคล้ายกับต้องการให้เขารู้ถึงเวรกรรมที่ตนเคยทำในอดีตอันเลวร้าย ทว่าสุดท้ายก็จะมีหญิงสาวคนหนึ่งมาชี้ทางออกให้แก่เขา หากแต่หลังจากวันเกิดอายุครบ ๒๔ ปีของเขาภาพเหตุการณ์เหล่านั้นกลับแตกต่างออกไปจากเดิม

“เธอมีอะไรจะพูดกับฉันเช่นนั้นหรือ” หลังจากที่พาพ่อครูสิงห์เข้ามาให้ห้องนอนของตน เพชรก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา นัยน์ตาสีเปลือกไม้คล้ายกับมีน้ำสีใสกำลังจะเอ่อล้นออกมาเต็มที เพชรไม่อยากเป็นเช่นนี้ นิลกาฬเช่นเขาไม่ควรจะอ่อนแอให้ใครเห็น

เห็นเช่นนั้นสิงหเรศก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร เพชรคงจะกลัวมากซิท่า ถึงได้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าเขาเช่นนี้ มือหนาล้วงเข้าไปในกางเกงเลสีดำสนิทที่ตนสวมใส่ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมา

“คะ...คุณ” เพชรชะงักกับการกระทำที่แสนอ่อนโยนนี้

นี่พ่อครูสิงห์กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้เขาเช่นนั้นหรือ(?)

“ร้องออกมาเถิด” ดวงตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับสะท้อนความอบอุ่นออกมา

“ผม...” เพชรไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปแล้ว คำพูดนั้นของพ่อครูสิงห์ประหนึ่งได้ตีความรู้สึกมากมายที่เก็บเอาไว้ออกมา จนไม่อาจทนรับไหวมันจึงเอ่อล้นเป็นธารน้ำตาสายหนึ่งอย่างมิอาจปกปิดได้

“เขาบอกว่าผมจะตาย ผมยังไม่อยากตายเลย” นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนความเจ็บปวดใจในขณะที่ยังมองหน้าพ่อครูสิงห์ผ่านม่านน้ำตา เขาไม่อยากจะอ่อนแอเช่นนี้ ยิ่งต่อหน้าคนที่พึ่งจะเจอกันเพียงสองวันเท่านั้น แต่น้ำตาเจ้ากรรมมันก็ห้ามไม่ได้ เขาอยากจะร้องไห้ราวกับว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้

“ใครบอก” น้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อยว่าออกมา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเพชรหมายถึงใคร

“หมอดู เขาบอกว่าคุณอาจจะช่วยผมไม่ได้” เอ่ยตอบไม่เต็มเสียงนัก คำพูดของหมอดูหญิงคนนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของเขาอยู่ทุกขณะ สุดท้ายจึงแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวขึ้นมา

“ฉันบอกว่าจะช่วยก็ต้องช่วยได้ เธอเชื่อหมอดูแบบนั้นมากกว่าฉันเช่นนั้นหรือ”

“ปะ...เปล่านะครับ ผมเชื่อคุณ” ปลายนิ้วแกร่งปาดน้ำตาบนใบหน้าออกลวก ๆ ขณะที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าในมือเช็ดน้ำมูกไปด้วยอย่างลืมตัว การกระทำเช่นนั้นของเพชรพรรณารายเล่นเอาพ่อครูสิงห์หน้าเหวอไปเสียทีเดียว ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีใบหน้าซีดขาวก็กลับมาวางท่าทีนิ่งขรึมดังเดิม

“ขอบคุณครับ นี่ครับผ้าเช็ดหน้าของคุณ”

“เธอเก็บมันไว้เถอะ ดูเหมือนว่าเธอต้องการมันมากกว่าฉันนะ”

“ขอบคุณนะครับ เอ่อคือ...เมื่อครู่คุณโดนตัวผมมันจะไม่ผิดศีลหรือครับ” เพชรพอจะรู้มาบ้างว่าคนที่เป็นพ่อครูต้องรักษาศีล นั้นรวมถึงการถือพรหมจรรย์ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นจะเกิดความวิบัติหรือความเสื่อมจากมนต์คาถาอาคม

มุมปากหยักเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ทว่ากลับทำให้คนมองราวกับต้องมนต์สะกดกลิ่นอายบารมีมหาเสน่ห์เสียเต็มประดา ดวงหน้าได้รูปดุจหยาดเพชรเม็ดงามขึ้นสีแดงเอาเสียดื้อ ๆ รู้สึกประหนึ่งรอยยิ้มเช่นนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก

“เธอเป็นห่วงฉันหรือเพชรพรรณาราย”

“ปะ...เปล่าเสียหน่อย ผมแค่อยากรู้ต่างหาก” เขาตอบไม่เต็มเสียนัก

“เธอร้อนหรือ เหตุใดหน้าถึงได้แดงเช่นนั้นเล่า” ดวงตาสีรัตติกาลมองคนตัวเล็กกว่าอย่างอ่อนโยน ทั้งมุมปากยังประดับด้วยรอยยิ้มชวนหลงใหล จนเพชรพรรณารายชะงัก เขาเริ่มจะทำตัวไม่ถูกขึ้นมา

“ฉันเป็นหมอธรรมอยู่ในศีลอย่างที่เธอก็รู้ แต่ฉันไม่ใช่พระเสียหน่อยนะ พ่อเพชร ที่ฉันรักษาพรหมจรรย์มานานขนาดนี้ก็เพื่อรอคู่ชะตาอย่างพ่อเพชรอย่างไรเล่า”

ใบหน้าหล่อเหลาของนิลกาฬหนุ่มขึ้นแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู มิคิดว่าเพียงคำพูดของบุรุษและบุรุษผู้นี้ยังเป็นนิลกาฬเฉกเช่นเดียวกันจะทำให้ตนเขินอายถึงเพียงนี้

สิงหเรศเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ อย่างนึกเอ็นดูก่อนที่เขาจะหันหลังก้าวเดินออกไป เพชรคว้าเข้าที่ข้อมือแกร่งของพ่อครูสิงห์อย่างลืมตัว

“คุณจะกลับแล้วหรือครับ เอ่อคือว่า...” เพชรเม้มปากแน่น จะให้เขาพูดได้อย่างไรว่าอยากให้พ่อครูสิงห์นอนในห้องนี้ด้วย

สิงหเรศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่ามีสิ่งใดอยากจะเอ่ยกับเขาแต่เพชรพรรณารายกลับนิ่งเงียบอยู่หลายนาที จนเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวจึงพูดออกไปแทน “อยากให้ฉันนอนที่นี่ด้วยหรือ”

“ครับ!” เพชรเอ่ยตอบเสียงหนักแน่นพลางหลับตาปี๋ นี่เขาทำอะไรลงไป พ่อครูสิงห์จะนอนห้องเดียวกับเขาได้อย่างไรกันเล่า เขาชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว

สิงหเรศหัวเราะในลำคอกับท่าทางเช่นนั้นของเพชรพรรณาราย

น่ารัก อยู่ ๆ คำคำนี้ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา

“ขอโทษครับ ถ้าคุณไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไร” เมื่อคิดได้ว่าตนไม่ควรจะขอเช่นนั้นเพชรพรรณารายจึงเอ่ยคำขอโทษออกไปเพราะเกรงว่าพ่อครูสิงห์จะโกรธแล้วพาลไม่ช่วยเขาเอา

“ไม่ใช่ว่านอนไม่ได้ แต่...” สิงหเรศเว้นจังหวะการพูดจาไปชั่วอึดใจ ดวงตาสีรัตติกาล ทอดมองเพชรพรรณารายอย่างซับซ้อน บนใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับมีความคิดอะไรบางอย่าง

หัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน คำพูดที่ว่านั้นมันหมายถึงอีกฝ่ายจะอยู่ในห้องนี้กับเขาด้วยมิใช่หรืออย่างไร แล้วทำไมต้องเดินออกไปด้วยเล่า

“ตามฉันมา” สิงหเรศเอ่ยสั่ง

“ครับ (?)”

“มีอะไรจะให้ดู ตามมาสิ” พูดจบก็เดินออกไปในทันที ทิ้งไว้เพียงความสับสนว่างเปล่าเท่านั้น

พ่อครูสิงห์เดินเข้ามาในห้องพระดังเดิม ร่างสูงนั่งลงตรงพรมสีแดงสดหน้าโต๊ะหมู่บูชา นั่งรอเสียหลายนาทีก็ไม่เห็นว่าเพชรพรรณารายจะเดินตามเข้ามา

'แน่ะ! พ่อจ๋า พ่อกับแม่ทำอะไรกันหรือจ๊ะ หวานกันจริงเชียวนะ หนูล่ะอิจฉาคนรักกันจริง ๆ เชียว' แทนที่คนที่เขารอจะเดินเข้ามา ตรงหน้ากับปรากฏร่างเล็กของเด็กชายหัวจุกที่ทำใบหน้าทะเล้นหยอกล้อเขา

“ใครใช้ให้เอ็งแอบดูข้าฮ๊ะอ้ายแก้ว” น้ำเสียงถมึงว่าออกมาอย่างไม่ชอบใจเสียเท่าใดนัก

'อุ้ย หนูเปล่านะจ้ะ มันเห็นเองไม่ได้แอบดูเล๊ยจ้ะ'

“หึ!”

“แม่มาแล้วหนูไปก่อนนะจ๊ะ”

“เออ กลับไปดูที่บ้านให้ข้าหน่อย ปานนี้ไม่รู้ว่าพวกมันจะอยู่กันอย่างไร”

'ได้จ้ะพ่อ' แสงสีทองอร่ามแวววาบขึ้นก่อนที่ร่างของกุมารทองนั้นจะหายวับไปกับตา พ่อครูสิงห์กลับมาวางท่าทีเคร่งขรึมอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของคนเคาะประตูอยู่ด้านนอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป